หลังจากที่โลกภาพยนตร์ต้องจารึกชื่อ จูราสสิค พาร์ค เอาไว้ในฐานะหนังไดโนเสาร์คลาสสิกที่ไร้เทียมทาน ในปี 2015 กลับมาอีกครั้งกับ จูราสสิค เวิลด์ ภาคต่อที่กล้าพูดได้เต็มปากว่าทำให้เราได้กลับไปยืนตัวแข็งทื่ออีกครั้ง แต่ไม่ใช่แค่การหวนคืนของเหล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์ หากแต่เป็นความทะเยอทะยานของมนุษย์ที่ไม่รู้จบ ที่สร้างสิ่งมีชีวิตลูกผสมขึ้นมาเพื่อหวังผลกำไร และนั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ยิ่งใหญ่กว่าครั้งไหน
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวเกิดขึ้น 22 ปีหลังจากเหตุการณ์ในจูราสสิค พาร์ค ภาคแรก สวนสนุกไดโนเสาร์ที่แฟนๆ ใฝ่ฝันได้เปิดให้บริการจริงๆ ภายใต้การบริหารของบริษัท Masrani Global Corporation ที่ต้องการผลกำไรสูงสุด แต่เมื่อจำนวนผู้เข้าชมเริ่มลดลง พวกเขาจึงตัดสินใจสร้างสิ่งดึงดูดใจใหม่ นั่นคือไดโนเสาร์ลูกผสมที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีความฉลาด ดุร้าย และน่ากลัวกว่าใคร นามว่า อินโดไมนัส เร็กซ์ แต่เมื่อเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้หลุดออกจากคอก ทุกสิ่งก็พังทลายลงในพริบตา โอเวน (คริส แพรตต์) อดีตนายทหารที่ผูกพันกับแรปเตอร์ และแคลร์ (ไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ด) ผู้จัดการสวนสนุก ต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยหลานสองคนของแคลร์ และหยุดยั้งไม่ให้ไดโนเสาร์ลูกผสมทำลายทุกอย่าง
งานการแสดงและตัวละคร
คริส แพรตต์ ในบทโอเวน แกรนดี เป็นตัวละครที่กลายเป็นหัวใจของเรื่องได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยเสน่ห์แบบชายแมนที่อบอุ่นและมีอารมณ์ขัน เขาสื่อสารกับแรปเตอร์ได้ราวกับเป็นเพื่อนสนิท ซึ่งเป็นจุดพลิกที่ทำให้หนังน่าติดตาม ไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ด ในบทแคลร์ เดียริง ผู้จัดการสวนสนุกที่เปลี่ยนจากสาวเป๊ะกังวลเรื่องภาพลักษณ์มาเป็นแม่ทัพสาวที่ต้องลงมือลุยเองก็ทำได้ดี การพัฒนาการของตัวละครนี้สมเหตุสมผลและน่าชื่นชม ส่วนเด็กหนุ่มสองคนคือเกรย์ (ไท ซิมป์กินส์) และแซค (นิก โรบินสัน) ช่วยเพิ่มมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับฝันร้าย อย่างไรก็ตาม ตัวร้ายอย่างวิเซนต์ ดีโอโนฟริโอในบทฮอสกินส์ กลับดูเป็นตัวร้ายที่ค่อนข้างจืดและไร้มิติ เพราะบทบาทของเขาถูกเขียนมาให้เป็นแค่คนโลภที่ต้องการใช้ไดโนเสาร์เป็นอาวุธ ซึ่งน่าเสียดายที่โอกาสถูกใช้ไปอย่างไม่เต็มที่
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
โคลิน เทรเวอร์โรว์ ผู้กำกับ ทำงานได้อย่างน่าทึ่งในการนำพาจูราสสิค เวิลด์ กลับมาสู่จอเงินด้วยสไตล์ที่เคารพต้นฉบับ แต่ก็เติมความทันสมัยลงไปอย่างลงตัว ฉากแอ็กชันถูกจัดวางอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะฉากการไล่ล่าของอินโดไมนัสที่ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ งานภาพของจอห์น ชวาร์ตซ์แมน (John Schwartzman) สวยงามตระการตา ไม่ว่าจะเป็นมุมสูงที่แสดงให้เห็นขนาดมหึมาของสวนสนุก หรือการถ่ายระยะประชิดที่ทำให้เรารู้สึกถึงความน่ากลัวของไดโนเสาร์ได้อย่างเต็มที่ ดนตรีประกอบโดยไมเคิล จิอัคคิโน (Michael Giacchino) ที่สืบทอดจิตวิญญาณของจอห์น วิลเลียมส์ จากภาคแรกได้อย่างยอดเยี่ยม ท่วงทำนองที่คุ้นหูเมื่อแรปเตอร์ปรากฏตัวกลับมาช่วยกระตุ้นอารมณ์คิดถึงและความตื่นเต้นไปพร้อมกัน
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
จูราสสิค เวิลด์ ไม่ใช่แค่หนังไดโนเสาร์ที่ให้ความบันเทิง แต่ยังสอดแทรกข้อคิดเกี่ยวกับความโลภและความหยิ่งยโสของมนุษย์ที่พยายามเล่นบทเป็นพระเจ้า การสร้างอินโดไมนัสขึ้นมาไม่ต่างจากการเล่นกับไฟที่เรารู้ว่าต้องมอดไหม้ แต่ก็ยังทำอยู่ดี หนังยังตอกย้ำแนวคิดที่ว่า 'ชีวิตหาทางออกของมันเอง' (Life finds a way) เช่นเดียวกับคำพูดของเอียน มัลคอล์มในภาคแรก อย่างไรก็ตาม หนังยังมีจุดอ่อนตรงที่ตัวร้ายมนุษย์ดูไร้เหตุผลและทำตัวเป็นตัวตลกไปหน่อย รวมถึงการดำเนินเรื่องในช่วงกลางที่ยืดเยื้อเกินไปก่อนจะเข้าสู่ช่วงไคลแมกซ์ แต่โดยรวมแล้ว จูราสสิค เวิลด์ ประสบความสำเร็จในการปลุกตำนานให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง และเป็นหนังที่ทั้งคนรักเก่าและคนรุ่นใหม่สามารถสนุกไปด้วยกันได้
สรุป
จูราสสิค เวิลด์ เป็นหนังที่เหมาะกับทั้งแฟนเก่าจูราสสิค พาร์ค และคนรุ่นใหม่ที่อยากสนุกกับไดโนเสาร์แบบมันส์ๆ ถึงแม้จะมีจุดอ่อนบ้าง แต่โดยรวมแล้วให้ความบันเทิงครบเครื่อง ตื่นเต้น และมีข้อคิดดีๆ แนะนำให้ดูในโรงหรือที่บ้านก็ฟินไม่แพ้กัน
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +ไดโนเสาร์ลูกผสมอินโดไมนัส เร็กซ์ น่ากลัวและสร้างสรรค์
- +การแสดงของคริส แพรตต์ ที่มีเสน่ห์และเป็นธรรมชาติ
- +ดนตรีประกอบที่ชวนคิดถึงและเข้ากับบรรยากาศ
- +งานภาพที่สวยงามอลังการ
- +ฉากแอ็กชันที่ตื่นเต้นเร้าใจ
👎 จุดด้อย
- −ตัวร้ายมนุษย์ไร้มิติและดูโอเวอร์เกินไป
- −เนื้อหาช่วงกลางยืดเยื้อไปนิด
- −บทเด็กสองคนบางช่วงดูไร้สาระ
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
จูราสสิค เวิลด์ ฉายในปี 2015
สามารถดูได้โดยไม่ต้องดูภาคก่อน เพราะเป็นเรื่องราวที่ดำเนินต่อจากจูราสสิค พาร์ค แต่มี Easter Egg และ references ที่แฟนเก่าจะชอบ
อินโดไมนัส เร็กซ์ คือไดโนเสาร์ลูกผสมที่ถูกสร้างขึ้นในหนัง โดยผสมพันธุกรรมจากหลายชนิด เช่น T-Rex, Raptor, ปลาหมึก และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ ทำให้มันฉลาดและดุร้ายกว่าธรรมชาติ
จูราสสิค เวิลด์ เป็นภาคแรกของไตรภาคใหม่ ซึ่งมีภาคต่อคือ Jurassic World: Fallen Kingdom (2018) และ Jurassic World: Dominion (2022)